Translate

Sponsor

นั่งแท็กซี่แอ่วน่านนครไปตามหาดอกชมพูภูคา

 




25-26 ก.พ. 58 ช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวยังไม่จบ หลังจากกลับจากไทเปวันต่อมาข้าพเจ้าก็หิ้วกระเป๋าใบเดิมเดินทางต่อมาที่น่าน กับสมาชิกหนึ่งท่านนั่นก็คือเจ้าคุณอา เพื่อนร่วมเดินทางและสปอนเซอร์หลักในครั้งนี้ เพราะลำพังตัวข้าพเจ้าน่ะรึ กระเป๋าแห้งตั้งแต่กลับมาจากไทเปแล้วล่ะ


ทริปนี้เป็นทริป 2 วัน 1 คืน เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คือการขึ้นไปดู "ดอกชมพูภูคา" ดอกไม้ที่หาดูได้แค่ที่นี่ที่เดียวและช่วงนี้ช่วงเดียวเท่านั้น คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และแผนการเดินทางครั้งนี้คือ "ไม่มีแผน" ตามสไตล์เจ้าคุณอาของข้าพเจ้าเพราะเป้าหมายหลักอย่างเดียวคือไปดูดอกชมพูภูคาถ้าว่างก็แวะเที่ยวที่อื่นๆ เอานะ


ตีตั๋วต่อไปน่านจ้า...



Boarding and Go!

ออกจากสนามบินดอนเมืองขี่นกน้อยมาถึงน่านนครตอนประมาณเที่ยง ความรู้สึกคือ... "ร้อนนะน่าน"
ข้าพเจ้า รู้สึกว่าน่านเป็นเมืองน่ารักตั้งแต่ถึงสนามบินน่านนคร ดูเป็นสนามบินเล็กกะทัดรัดแต่สะอาดสะอ้านดีนะ เหมือนพึ่งเปิดสนามบินไปได้ไม่นานนัก  
เอ... ข้างล่างจะใช่แม่น้ำน่านรึเปล่านะ
ท่าอากาศยานน่านนคร
วันนี้พี่ก็ขี่นกเหลืองมา

ถึงที่สนามบินเราถามหาแท็กซี่เพื่อที่จะไปหาที่พัก แต่แท็กซี่ที่นี่มีน้อยมีไม่คันที่เห็นจอดอยู่ก็ 2 คันถ้วน หรืออาจจะเป็นเพราะเรามากันในวันธรรมดาด้วยก็เป็นได้ ลองถามหาวิธีไปดูดอกชมพูภูคา วิธีที่ง่ายและสบายที่สุดก็คือให้แท็กซี่พาไปแบบเหมาเที่ยวทั้งวัน เพราะรถโดยสารที่จะไปเที่ยวที่ต่างๆ ไม่ค่อยมี ต้องใช้รถทัวร์ซึ่งใช้เวลานานและไม่ค่อยผ่านแหล่งท่องเที่ยวเท่าไหร่ต้องเดินต่อไปอีก ณ ตอนนี้ถือว่าน่านยังใหม่มากนะกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งทีโหมโปรโมทแคมเปญจ์เมืองต้องห้ามพลาดอยู่ แต่สำหรับขาลุยก็น่าสนุกดี หลังจากที่เจ้าหน้าที่หาเบอร์คนขับแท็กซี่มาให้ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่าถ้าจะเข้าเมืองให้ไป 2 แถวก็ได้ แล้วก็ให้รอแป๊บนึงเขากำลังให้เข้ามารับคนพอดี เพราะปกติรถ 2 แถวไม่ได้เข้ามาต้องโทรตาม


เรานั่งรถไปลงตรงศูนย์บริการ การท่องเที่ยวที่อยู่ติดกับวัดภูมินทร์พอดี เห็นว่ามีรถรางพาเที่ยวด้วย ลองไปดูตารางเวลา พอมีเวลาอยู่ ตอนนี้หิวแล้วขอไปหาข้าวเที่ยงกินก่อน

รถรางพาเที่ยวที่น่าน จันทร์ - ศุกร์ จะมีแค่รอบเดียวตอน 15.30 น. นะ



เดินไม่นานก็เจอ "ร้านข้าวซอยต้นน้ำ" เป็นร้านเล็กๆ มีอยู่ไม่กี่โต๊ะ หลักๆ ก็ขายพวกข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ข้าวหมูแดง เห็นมีป้ายแนะนำ คนที่ซื้อกลับบ้านก็มีมาเรื่อยๆ ด้วยท่าทางจะมีชื่อพอสมควร แล้วก็อร่อยได้ใจจริงๆ รสชาติดีไม่ต้องปรุงเพิ่มก็อร่อยแล้ว


ภาพเบลอแต่ความอร่อยชัดเจนนะ ^^

ร้านข้าวซอยต้นน้ำ ข้างวัดภูมินทร์ ข้าวซอยเจ้าดังแห่งน่านนคร


ช่วงที่มาข้าพเจ้าเข้าใจว่าน่านคงกำลังปรับปรุงบ้านเมืองเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะวัดต่างๆ กำลังเตรียมการบูรณะทาสีใหม่ ถนนหนทางหลายที่ก็กำลังปรับผิวการจราจร ตัดถนนเพิ่ม แต่ร้านขายของ ร้านอาหาร อาจจะยังไม่มากนักและปิดค่อนข้างเร็ว แต่ข้อดีของมันคือยังทำให้น่านยังรักษาความเป็นเมืองที่ดูสงบ และน่ารัก แต่เรื่องร้านกาแฟนี่นับว่าไม่น้อยนะ สำหรับเมืองเล็กๆ นะ ได้ใจจริงๆ

พิพิธภัณฑ์น่านปิดปรับปรุง


หลังจากได้กินข้าวซอยร้านอร่อยแล้วเราก็กลับมาที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยวเพื่อรอขึ้นรถรางพาเที่ยวเมืองน่านกัน ที่นี่จัดสถานที่ค่อนข้างน่ารักที่เดียว และสมกับเป็นศูนย์บริการการท่องเที่ยวนะ เพราะตามเสาและฝาผนังเต็มไปด้วยข้อมูล ที่พัก รถนำเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองน่าน ร้านกาแฟรสชาติดี และมีจักรยานไว้บริการด้วยนะ




นามบัตรตามเสา เชิญหาดูที่พักได้เลยจ้า

จักรยานมายืมปั่นได้นะ เย็นๆ อากาศกำลังดี
ไม่พลาด ไม่พลาด


มานั่งกินกาแฟรอขึ้นรถรางดีกว่า
กวิ้นชอบกินกาแฟเหรอ?

นกหวีดน่ารัก ซื้อกลับไปเป็นที่ระทึกไว้นึกถึงเธอนะน่าน

ระหว่างรอดูท่าทางมีเวลาเหลือเฟือเข้าไปพระที่วัดภูมินทร์กันก่อนดีกว่า อยู่ติดกันเลย
วัดภูมินทร์
ถ่ายรูปคู่หน่อย เดี๋ยวว่ามาไม่ถึงน่านนคร

อารมณ์ขันของศิลปินสินะ สังเกตเห็นอะไรมะ?
ภาพปู่ม่าน...ย่าม่าน
"คำฮักน้องปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้
จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา..."
ดอกไม้ไหว้พระยังดูน่ารักเลยตัวเธอ
พระประธาน วัดภูมินทร์
คุณลุงยืนขายของที่ระลึกเล่าเรื่องปู่ม่านย่าม่านให้นักท่องเที่ยวฟัง คุณลุงเล่าสนุกทีเดียว
แอบดูเขากระซิบรักกัน
หลวงพ่อพระเจ้าหลวง วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
นมัสการเจดีย์ช้างล้อมทรงสุโขทัย
รถรางมาละเจ้า
นั่งรถรางชมเมืองกั๋น ไกด์น่าฮักขนาด

คุ้มเก่าของเจ้าเทพมาลา ณ น่าน ทรงน่ารักดีนะ
หลวงพ่อทองทิพย์ ถ้าช่วงหน้าหนาวลมเย็นๆ น่ามาขี่จักรยานไหว้พระ 9 วัดนะ
โฮงเจ้าฟองคำ คุ้มนี้จัดให้เป็นที่ท่องเที่ยว น่ารักดี

พอมีนักท่องเที่ยวมาคนที่คุ้มจะสาธิตการทอผ้าแบบโบราณให้นักท่องเที่ยวดู คุ้ม หลายคุ้มเปลี่ยนสภาพไป บางคุ้มก็ขาดการดูแลจนนึกไม่ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่ของเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่ สำหรับที่นี่สิ่งที่ลูกหลานของเจ้ารักษาไว้ มันไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่มันคือวิถีชีวิตที่ละเอียดละออที่ครั้งหนึ่งมันเคยสูงค่ามาก วันนี้คุณค่ามันไม่ได้น้อยไปกว่าเดิม แต่คนที่เห็นค่าของมันจริงๆ ต่างหากที่มีไม่มากนัก 

ประสบการณ์ล้วนๆ
สีสวยแบบธรรมชาติ
ผ้าลายโบราณทอเองของที่คุ้ม อุดหนุนกันได้นะคะ
ข้าวของในคุ้มที่จัดให้นักท่องเที่ยวได้ดูกัน
มาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำ ดื่มท่า กันก่อนนะเจ้า
คัมภีร์ดูฤกษ์ยามโบราณ อ่านไม่ออก~
เมืองนี้ดอกไม้ก็งามขนาด

ต่อไปตามหาที่พักกัน เราลองถามชาวบ้านแถวนั้นเขาก็แนะนำเป็นโรงแรมเปิดใหม่อยู่ไม่ไกล ความตั้งใจตอนแรกก็อยากมานอนเกสต์เฮาส์เล็กๆ น่ารัก ตามรีวิวต่างๆ ที่เคยอ่านมานะ แต่ส่วนมากเป็นบ้านไม้ เจ้าคุณอาทำใจไม่ได้เพราะเกรงว่าจะมีเจ้าตุ๊กแกศัตรูคู่อาฆาต ซึ่งแค่ได้ยินเสียงก็นอนไม่หลับแล้ว  

โรงแรมที่ชาวบ้านแนะนำมาชื่อ โรงแรมพรบุรี เตียงคู่คืนละ 500 บาท ตอนที่ไปพักข้างๆ กำลังก่อสร้างอยู่ เสียงเคาะ ทุบ ขุด เจาะ ก็จะมีตลอดเวลางานของเขานะ ตอนนี้น่าจะเสร็จแล้ว ก็ถือว่าเป็นโรงแรมที่สะอาด ราคาถูก ราคาดีพอๆ กับโรงแรมแคปซูลบางที่เลย ถ้าไม่นับว่าอยากกินบรรยากาศที่นี่ก็ถือว่าโอเค

โรงแรมพรบุรี ภาพจาก agoda นะ
ห้องเตียงคู่ คืนละ 500 บาท
ห้องน้ำ ถ้าไม่ได้เตรียมของมา 7-11 อยู่ไม่ไกล
ด้านล่าง, ที่ทานกาแฟตอนเช้า

เก็บของเสร็จก็ออกมาเดิน เจอวัด เจอศาลหลักเมืองก็เข้าไปสักการะ หาอาหารเย็นง่ายๆ ทาน ที่นี่ร้านอาหารปิดค่อนข้างเร็วนะ แต่ข้างๆ วัดภูมินทร์ตอนเย็นจะเป็นถนนคนเดิน มีพวกเสื้อผ้า ของแฮนด์เมด ร้านขายอาหาร ร้านขายขนมอยู่พอประมาณ ติดๆกันมี 7-11 เผื่อหิวดึกๆ ฝากท้องไว้ที่นี่ได้
สักการะเสาหลักเมืองน่าน วัดมิ่งเมือง
วัดศรีพันต้น วัดสุดท้ายของวันนี้แล้ว ^^






นั่ง TAXI เที่ยวน่าน


โทรนัดกับพี่แท็กซี่สาวสวยไว้ตอน 10 โมง ตอนเช้าก็เดินไปหาข้าวเช้ากินแถวๆ โรงแรม มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้ๆ คุณป้าน่ารักทีเดียว ดูเป็นร้านเล็กๆ แต่ก๋วยเตี๋ยวอร่อยดี

เติมสารคาเฟอีนเข้าร่างนิด


นั่งรถเกือบๆ 2 ชั่วโมงก็ถึง "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" แวะตามทางบ้างเป็นระยะ เข้าปั๊มบ้าง แวะซื้อบ้าง แล้วระหว่างทางพี่คนขับคนสวยก็จะขอแวะซื้อของบ้างอะไรบ้าง อุตส่าห์ขึ้นมาทั้งทีงี้ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากันๆ แต่อย่าถามทางนะ ตีตั๋วนอนเป็นระยะเช่นกัน ฮ่าๆๆ

ซื้อบัตรเข้าไปในอุทยาน ด้านในมีบ้านพักหลายหลังเลย วันที่ไปมีคนไปกันเป็นกลุ่มเหมือนเป็นกลุ่มสัมมนา มีที่กางเต็นท์นอนดูดาวด้วย

"อุทยานแห่งชาติดอยภูคา"
ถึงแล้วเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้
ต้นชมพูภูคาออกดอกแล้วปีนึงออกครั้งเดียว
นี่มันคือต้นไม้พันธุ์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลกเชียวนะ
ใช้กล้องมือถือถ่ายตลอดทริปได้แค่นี้จริงๆ
"ดอกชมพูภูคา"

เอื้องสายน้ำผึ้ง ขึ้นอยู่ตามต้นไม้ในอุทยาน
อากาศบนนี้เย็นสบายมากเลย




ต้น ชมพูภูคา เป็นต้นไม้ที่หายาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะน้อยขนาดนี้ น้อยแบบนับต้นได้ คือสารภาพว่าตอนแรกใจคิดว่าเป็นแบบทั้งถนนแบบดอกพญาเสือโคร่งที่เชียงราย อะไรแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ เอาจริงๆ ถ้าไม่สังเกตป้ายบอกจะไม่รู้เลยว่านี่คือต้นชมพูภูคา

ขอให้เพาะพันธุ์ให้ได้เร็วๆ ปลูกให้เยอะๆ เต็มเขาเลยนะ


ตอนไปเจอคู่คุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งขับรถมาเที่ยวกัน 2 คน เพื่อที่จะมาดูดอกชมพูภูคาเหมือนกัน พอมีคนเห็นคุณลุงคุณป่าถ่ายรูปกับต้นไม้ก็ทักว่าขึ้น "มาตั้งไกล เพื่อดูต้นไม้ต้นเดียวเนี่ยนะ" คุณลุงคนนั้นไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ คุณลุงคนนั้นไม่อิน คุณลุงไม่เข้าฟีลลิ่งอันสูงสุดนี้ นี่มันเหลือไม่กี่ต้นบนโลกแล้วนะ



ได้เห็นสมใจล่ะ พี่แท็กซี่อยากพาหนูไปเที่ยวไหน ไปต่อได้เลยค่ะ


บ่อเกลือ

ต่อ ไปคงเป็น The Must Visit Point ของที่นี่ บ่อเกลือมาดูวิธีการทำเกลือแบบโบราณ ชาวบ้านก็ทำอาหารง่ายๆ มาขายกันหารายได้เสริม มีเกลือสปาที่ทำกันเองด้วยนะ อาจจะมีวิถีฮิปตู้ เอ๊ย! ฮิปเตอร์ เสริมนิดหน่อยด้วยร้านกาแฟ ร้านเค้ก ร้านอาหาร แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียบรรยากาศและวิถีชีวิตของคนที่นี่ไป

 
บ่อเกลือโบราณ

"ไข่ต้มเกลือ" เขาว่าเค็มแล้วไม่ต้องใส่ซอ

"ไข่ต้มเกลือ" นี่ถือว่าเป็น Signature Dish ของที่นี่เลยนะ
"ไส้กรอกข้าวใส่วุ้นเส้น"
คนที่นี่ปลูกสตรอเบอรรี่ใส่กระถางข้างๆ บ้านเหมือนเป็นผักสวนครัวเลย
อันนี้ที่กินได้แล้ว ชาวบ้านเอามาวางขายกัน
ลูกเล็กๆ ขนาดกำลังดูน่ารัก อยากจะมีฟีลลิ่งแบบนี้บ้างตื่นมาเด็ดสตรอเบอร์รี่กินตอนเช้าเนี่ย

เข้ามาดูวิธีทำเกลือกัน
เครื่องล้างกระทะแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

ร้านอาหาร เค้ก กาแฟ Free wifi
เหินฟ้า~ สวย~ ใครเกิดทันสารภาพมา
 

วัดหนองบัว,วัดหนองแดง

ถ้าตอบแบบนางงามว่าชอบอะไรที่นี่ คงจะต้องตอบว่า "ประทับใจในไมตรีจิต" ดูสวยมะ




ที่วัดหนองบัว บอกได้เลยว่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในวัดก็จะได้ยินเสียงเพลงคำเมือง จากกลุ่มคุณตาบรรเลงเพลงต้อนรับทั้งที่เราไปแค่ 2 คน เหมือนพวกคุณตาแกคอยมองตลอด พอมีคนเดินเข้ามาพวกคุณตาก็จะเริ่มเล่นเพลงทันที แล้วก็มองมายิ้มต้อนรับ แล้วก็จะมีคุณยายคอยดูแล เปิดประตูโบสถ์ จัดดอกไม้ไหว้พระ อธิบายสถานที่ต่างๆ แนะนำที่เที่ยว และชวนให้ไปดูวิถีของคนที่นี่ ดูแลกันเหมือนลุกเหมือนหลาน 

กลุ่มคุณตาบรรเลงเพลงโฟลคซองคำเมืองต้อนรับ
วัดหนองบัว ที่นี่ดังเรื่องความสวยงามของจิตรกรรมฝาผนังนะ
ไหว้พระขอพรกันเน้อ
มีมุมถ่ายรูปหลายมุมเลย

ด้านหลังก็จะมีบ้านชาวไทลื้อให้ได้ดู มีผ้าลายน้ำไหลที่ขึ้นชื่อ ถ้ามาช่วงปลายปีอาจจะได้เห็นเขาทำสาหร่ายไกกัน พอเราเดินคล้อยหลังเพลงที่บรรเลงก็ค่อยเสียงลงไป เป็นเมืองที่น่ารักจริงๆ
บอกเลยว่าที่นี่ไม่เคยห่างไกลร้านกาแฟ
ที่วัดหนองแดงถึงจะไม่มีกลุ่มคุณตาคอยเล่นเพลงคำเมืองให้ฟังก็มีคุณยายคอยดูแล ตอนรับ ตอนนั้นเหมือนว่าที่วัดจะปิดแล้วแต่คุณยายก็เปิดประตูชวนเราเข้าไปไหว้พระ เล่าเรื่องวัดให้ฟัง เราไม่อยากกวนคุณยายนานไหว้พระเสร็จก็ออกมา

วัดหนองแดง


ได้ยินว่าที่น่านมีโฮมสเตย์ของชาวไทลื้อด้วยนะ ใครอยากมาลองประสบการณ์วิถีไทลื้อก็ดูจะเป็นวิถีที่น่ารักดี ได้ยินว่าคืนละ 100 บาทต่อเอง


หอศิลป์ริมน่าน ชมชื่นภาพฝีพระหัตถ์



คือ ส่วนตัวคงไม่ได้อินกับงานศิลป์อาร์ทๆ เท่าไหร่ แต่คนที่รักงานศิลป์น่าจะชอบนะ  


  อันนี้ชอบส่วนตัวน่ารักดี


แต่ที่ชอบที่สุดคงเป็นภาพฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ อารมณ์กึ่งภาพล้อเลียนของ "ภาพกระซิบรักบันลือโลก" หรือภาพของ ปู่ม่าน ย่าม่าน แต่สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ท่านได้ถ่ายทอดออกมาผ่านภาพวาดฝีพระหัตถ์ชื่อ "ตะโกน" ดูแล้วก็ยิ่งชื่นชมท่านอยู่ในใจ นั่นสินะ รักกันจะมัวกระซิบทำไมตะโกนไปเลยดีกว่า

"ตะโกน"  ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ

 ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ณ หอศิลป์ริมน่่าน




วัดพระธาตุแช่แห้ง

ที่สุดท้ายของทริปนี้ยังพอมีเวลาเหลือได้แวะสักการะพระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีเถาะ มีน้องๆ เกิดปีนี้หลายคน ถือว่าทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเริ่มงานใหม่ แล้วก็ถือโอกาสเอาบุญไปฝากด้วย อีกอย่างวันที่ไปตรงกับงานใหญ่ประจำปีพอดี มีขบวนแห่ใหญ่โต แต่ไม่ได้อยู่ดู เดี๋ยวจะไม่ทันเครื่อง

พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีเถาะ
รดน้ำพระธาตุค่ะ
ขบวนแห่ยิ่งใหญ่มาก กำลังเคลื่อนเข้าวัดทีละขบวน
ลุ้นๆๆ ค่ะ ยอดเจดีย์ไปเกี่ยวกับเชือกหัก เอาใจช่วยนะคะ

สรุปเสร็จพี่ TAXI พาเราไปส่งสนามบินประมาณ 6 โมง เวลาเหลือๆ ชำระค่าเสียหายกันไปตอนแรกเข้าใจว่า 1500 บาท ราคาจริงคือ 2500 บาท ราคา 1500 แค่สำหรับวิ่งในเมือง ในใจคิดแอบแพงตอนไปเชียงรายเหมาแท็กซี่ขึ้นไปเที่ยวดอยจากตัวเมืองยังแค่ 1800 บาท แต่แอบตินิดนึงคนขับแอบประมาทนะ ด้วยความที่นางคงชำนาญทางการคุยโทรศัพท์ เล่นมือถือระหว่างทางคงดูเป็นเรื่องไม่น่ากังวลสำหรับนาง แต่เรานี่แอบหวั่นใจ โค้งขึ้นลงเขานะเว้ยยยยย


นั่งเล่นรอเวลาขึ้นเครื่องกลับ มีโอกาสจะมาเยี่ยมเยียนใหม่ น่านยังเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก สงบ ที่ท่องเที่ยวหลักๆ ก็เหมาะกับชีวิต Slowlife สมกับที่เขาเรียกกันว่าน่าน เนิบ เนิบ ล่ะจ้า สำหรับคราวนี้ลาล่ะเจ้า มีบุญกลับเป๋าล้นกระเป๋าเลย ^^


เบอร์รถ TAXI เผื่อใครอยากนั่ง TAXI เที่ยวก็สะดวกดี
TAXI น่าน : 083-760-8254 / 087-180-0625



 













โรงแรมพรบุรี 41/1 ถ.มหาพรหม ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน 55000
โทร. 054–772995 จองผ่าน agoda ได้ด้วย : โรงแรมพรบุรี (Ponburi Hotel)



1 Comments